เครือข่ายครูรวมพลังนักวิชาการ สร้างสื่อเด็กไทย ปลอดควันบุหรี่
24 ม.ค. 58 / เปิดดู : 1,922

สร้างค่านิยมควันพิษร้าย ปลูกฝังเด็กไทยไกลบุหรี่

อีกความพยายามที่จะทำให้สังคมไทยปลอดควันบุหรี่ คือการรณรงค์ให้เห็นถึงโรคร้ายต่างๆ ที่น่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคปอด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ที่จะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพื่อให้พวกเขาจดจำความร้ายกาจของสิ่งเหล่านี้ ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันให้ควันร้ายเหล่านี้หมดไป อาทิ เพิ่มมาตรการทางกฎหมายให้มีความเข้มข้น กำจัดพื้นที่ห้ามสูบ และมองคนสูบบุหรี่เป็นเรื่องน่ารังเกียจ  

ล่าสุดมีกิจกรรมดีๆ ในการเปิดตัวสื่อเสริมสร้างพลังจิตใต้สำนึก หนูน้อยใจเข้มแข็ง ชุด "อากาศดีๆ ไม่ต้องมีบุหรี่" สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ขวบ) ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้กลายเป็นนักสูบหน้าใหม่   

จัดโดยเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็ก ซึ่งเป็นเครือข่ายของคุณครูที่มีจิตอาสามุ่งเน้นรณรงค์สร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่ในสังคมไทย สนับสนุนโดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อาจารย์วราภรณ์ หงษ์ดิลกกุล ผู้แทนคณะทำงานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ทำกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ ของเครือข่ายครูในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ช่วงอายุของเยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่น้อยลงเรื่อยๆ การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเน้นให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ หากจัดอบรมในเยาวชนช่วงมัธยมศึกษาอาจจะไม่ทันการณ์ จึงเริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมตั้งแต่วัยเด็ก ก็เชื่อว่าจะทำให้พวกเขาหวาดกลัวภัยร้ายจากควันมรณะดังกล่าวนี้ 

ดร.พัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็ก กล่าวว่า ช่วงแรกคลอดจนถึง 6 เดือน คือโอกาสทองของพ่อแม่ที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูก เพื่อให้เติบโตมาอย่างมั่นคงและมีความสามารถในการรู้ถูกผิด สามารถตัดสินใจได้เองในทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้ การจัดสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะช่วง 6 ปีแรกของชีวิต สื่อเสริมสร้างพลังจิตใต้สำนึกหนูน้อยใจเข้มแข็ง ชุดอากาศดีๆ ไม่ต้องมีบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้พ่อแม่และคุณครูเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กในเรื่องการไม่สูบบุหรี่

สำหรับชุดสื่อต่างๆ ประกอบด้วย เพลงอากาศดีๆ เพลงนกสำลักควัน และเพลงพุดเดิ้ลเซย์โน ที่ให้เด็กร้องเต้นไปกับเสียงเพลงที่สอดแทรกค่านิยมที่ไม่ให้สูบบุหรี่ไปด้วย   

ยังมีหนังสือนิทานปากไม่ว่าง ที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กกล้าปฏิเสธในสิ่งที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงแบบฝึกหัดเสริมสร้างพลังจิตใต้สำนึก ที่ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านเกมและกิจกรรมในเล่มซึ่งมีเนื้อหาสอดแทรกเรื่องการไม่สูบบุหรี่ สำหรับผู้สนใจสื่อชุดนี้เพื่อนำไปสอนติดต่อขอรับสื่อได้ที่ เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ โทร.0-2278-1828 หรือดาวน์โหลดได้ที่ www.smokefreeschool.net

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า การป้องกันเด็กจากการเสพติดบุหรี่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เพราะหากเยาวชนติดบุหรี่ 10 คน 7 คนจะติดไปตลอดชีวิต และที่เหลืออีก 3 คนจะติดไปอีก 20 ปีก่อนที่จะเลิกสูบได้ และในช่วงโอกาสวันครูนี้ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จึงได้ร่วมกับนักวิชาการด้านพัฒนาการเด็ก พัฒนาสื่อชุดนี้ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้คุณครูใช้เป็นสื่อการสอนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเด็กจากการสูบบุหรี่

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังขาดเรื่องการรณรงค์ให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลสถานที่ห้ามสูบบุหรี่อย่างจริงจัง และการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เนื่องจากขั้นตอนในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนใช้เวลานาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข ควรมีการให้ความรู้เรื่องสถานที่ห้ามสูบด้วยการติดสติกเกอร์แสดงสัญลักษณ์ห้ามสูบที่ชัดเจน

ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ควรมีการพิจารณาปรับขั้นตอนการเอาผิดด้วยการออกเป็นใบสั่ง เมื่อพบเจอผู้กระทำความผิดเหมือนผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายจราจร เมื่อออกใบสั่งแล้วผู้ที่กระทำความผิดก็ต้องไปเสียค่าปรับตามเวลาที่กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับแจ้งจะเป็นผู้ออกใบสั่ง หากมีการปรับจะลดเวลาในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายจะเข้มข้นขึ้น ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ลดการฝ่าฝืนการสูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบ

“องค์การอนามัยโลกได้จัดให้บุหรี่เป็นยาเสพติด เพราะเมื่อเสพเข้าไปแล้วจะเกิดความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยยากที่จะเลิกได้ และจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ขณะที่ศูนย์อาชญากรรมและยุติธรรมศึกษา ประเทศอังกฤษ ได้ประเมินและจัดอันดับสารเสพติดชนิดต่างๆ 20 ชนิด ผลการวิเคราะห์พบว่า ยาเสพติดที่อันตรายที่สุดอันดับ 1 ได้แก่ เฮโรอีน อันดับ 2 โคเคน และอันดับ 8 เมตแอมเฟตามีน หรือยาบ้า โดยบุหรี่อยู่ในอับดับที่ 9 ดังนั้นบุหรี่จึงเป็นยาเสพติดที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ที่ร้ายแรงที่สุด” ศ.นพ.ประกิตระบุ 

พิษภัยของควันบุหรี่น่ากลัว ถึงเวลาที่สังคมไทยจะต้องเอาจริงเอาจัง ลด ละ เลิกสิ่งเลวร้ายให้หมดไป เพื่อไม่สร้างตัวอย่างไม่ดีต่อลูกหลานของเราในอนาคต.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

เอกสารดาวน์โหลด
ย้อนกลับ กลับด้านบน